ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินในคดีมโนสาเร่ พ..2546 ออกมาใช้บังคับ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2546 เล่มที่ 120 ตอนที่ 107 . ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป นั่นคือ พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไป ซึ่งได้กำหนดจำนวนเงินในคดีมโนสาเร่ใหม่ ดังนี้

                        มาตรา 3 ให้กำหนดจำนวนเงินในคดีมโนสาเร่ตามมาตรา 189 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2534 ดังนี้

                   (1)คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาท 

                   (2)คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาท 

                   มาตรา 4 พระราชกฤษฎีกานี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ”

                        จากพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินในคดีมโนสาเร่ พ.ศ.2546 ดังกล่าว ทำให้คดีมโนสาเร่ซึ่งถือเป็นคดีเล็กน้อย มีจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกิน 40,000 บาท และคดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง และคดีฟ้องขับไล่เป็นอัตราค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 30,000 บาท เป็นการขยายจำนวนทุนทรัพย์ออกไปจากเดิมมาก แต่ในเรื่องค่าขึ้นศาลไม่ได้มีการแก้ไข ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับเป็นต้นไป การฟ้องคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน 300,000 บาท หรือที่เรียกกันว่า คดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นคดีมโนสาเร่ หากจะเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นก่อนวันที่ 29 ธันวาคม 2546 จะต้องเสียค่าขึ้นศาลถึง 7,500 บาท แต่นับจากวันที่ 29 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไป จะเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเพียงเรื่องละ 200 บาทเท่านั้น รวมทั้งคดีฟ้องขับไล่ก็เช่นกัน หากขณะฟ้องให้เช่าหรืออาจให้เช่าได้เดือนละไม่เกิน 30,000 บาท ก็เสียค่าขึ้นศาลเพียงเรื่องละ 200 บาท และการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีก็เป็นการพิจารณาคดีมโนสาเร่ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

 

 

22/01/54
 
  หลายๆท่านคงประสบปัญหาเช่นนี้ ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของธนาคาร แต่มีเจ้าของเดิมอาศัยอยุ่ในทรัพย์ เลยได้ของแถมมาเป้นคนซะงั้น แล้วจะทำไงดีล่ะทีนี้
 
   ปัจจุบันได้มีการแก้ไขกฎหมายสำหรับกรณีที่มีผู้ซื้อบ้านจากการขายทอดตลาด และเกิดปัญหาที่เจ้าของเดิมไม่ยอมออก ซึ่งทางผู้ซื้อสามารถที่จะร้องขอต่อศาลเพื่อให้ดำเนินการบังคับคดีให้เจ้าของเดิมออกไปได้ โดยไม่จำต้องไปตั้งต้นฟ้องร้องคดีขับไล่เหมือนแต่ก่อน เท่ากับเป็นการลดขั้นตอนมาที่การบังคับคดีได้โดยไม่ต้องฟ้องใหม่

   ขั้นตอนพอสังเขป การดำเนินการเริ่มต้นก็ต้องทำคำร้องยื่นที่ศาลตามเขตอำนาจที่ที่ดิน/บ้านตั้งอยู่ ต่อมาเมื่อศาลออกคำบังคับให้เจ้าของเดิมออกไปก่อนโดยกำหนดระยะเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรแต่ต้องไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน หรือ อาจ 90 วัน ซึ่งผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องนำหมายศาลเพื่อส่งให้แก่เจ้าของเดิมด้วย หากเจ้าของเดิมได้รับคำบังคับของศาลแล้วไม่ยอมออกไปภายในเวลาที่ศาลกำหนด ทางผู้ซื้อก็ต้องทำคำแถลงและขอต่อศาลอีกครั้งหนึ่งให้ออกหมายบังคับคดีแก่เจ้าของเดิม เมื่อถึงขั้นตอนนี้ท่านจึงไปตั้งเรื่องที่กรมบังคับคดีเพื่อขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขับไล่เจ้าของเดิม 

   ส่วนในเรื่องของการเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีที่ทางเจ้าของเดิมไม่ยอมออกหรือในกรณีที่เจ้าของเดิมก่อให้เกิดความเสียหายแก่บ้านนั้น ทางผู้ซื้อมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ทางเจ้าของเดิมชดใช้ค่าเสียหายได้ครับ แต่ทั้งนี้ทางผู้ซื้อก็ต้องไปฟ้องต่อศาลเป็นคดีใหม่ครับไม่สามารถที่จะยื่นคำร้องและบังคับคดีทันทีอย่างเช่นการขับไล่ล่ะครับ
        หรือในบางกรณีก็ยังอาจใช้วิธีฟ้องขับไล่ก็ได้แล้วแต่กรณีๆไปครับ
 
 
18/01/54  
 

ถาม นัดพร้อมคืออะไร
 
ตอบ คือให้คู่ความทั้งสองฝ่ายไปที่ศาลพร้อมกัน  เพื่อการเจรจาหาข้อยุติของคดี   โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ที่ระบุว่า  "ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะดำเนินไปแล้วเพียงใด   ให้ศาลมีอำนาจที่จะไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกัน  หรือประนีประนอมยอมความกันในข้อพิพาทนั้น"  ประกอบมาตรา  138
 
ถาม นัดชี้สองสถานคืออะไร
 
ตอบ คดีที่จะมีการชี้สองสถาน คือ คดีที่คู่ความจะต้องมาศาลครบทุกฝ่าย และคดีไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ และคู่วามประสงค์จะสืบพยานกันต่อไป ศาลจึงต้องนัดชี้สองสถาน คือ เพื่อสอบถามคู่ความเพื่อการกำหนดประเด็นข้อพิพาทและัหน้าที่ในการนำสืบ ว่าจะรับกันประเด็นไหนได้บ้าง ประเด็นไหนรับกันแล้วก็ไม่ต้องสืบ ประเด็นไหนที่ไม่รับกันก็เป็นประเด็นข้อพิพาท ซึ่งจะต้องสืบพยานกันต่อไป จะสืบกันกี่ปาก จะใช้เวลาเท่าไหร่กี่นัดกี่วัน ซึ่งอาจจะกระทำในวันนัดที่คู่ความมาพร้อมกัน(นัดพร้อม)หรือกำหนดวันนัดชี้ฯ ต่างหากก็ได้ ถ้าเป็นคดีใหญ่ ซับซ้อนมีปัญหามาก ศาลจะกำหนดวันนัดชี้ฯ ต่างหาก เพื่อให้คู่ความไปเตรียมและศึกษาประเด็นของตนเอง ว่า จะรับได้ในประเด็นใดรับประเด็นใด จะสืบใครบ้าง เอกสารพร้อมหรือไม่ จะขอหมายเรียกอะไรบ้าง และจะใช้เวลาสืบกี่นัด เมื่อทำเสร็จแล้ว ศาลก็จะไปให้ลงวันนัดที่ศูนย์นัดความ
 
ถาม ไต่สวนมูลฟ้องคืออะไร
 
ตอบ ตามปกติคดีอาญานั้นจะมีพนักงานอัยการเป็นผู้ดำเนินการฟ้องในฐานะโจทก์ โดยที่ผู้เสียหายเพียงแค่ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนจะทำการสืบหาพยานหลักฐานรวบรวมเป็นสำนวนส่งให้อัยการยื่นฟ้อง แต่มีผู้เสียหายบางคนประสงค์จะยื่นฟ้องเองจึงจ้างทนายความทำเรื่องให้ ซึ่งการยื่นฟ้องคดีอาญานั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบังคับไว้ว่า หากผู้เสียหายยื่นฟ้องเองศาลจะต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนว่าคดีมีมูลหรือไม่ หากคดีมีมูลศาลก็จะประทับรับฟ้องเอาไว้ แต่หากคดีไม่มีมูลศาลก็จะไม่รับฟ้อง หลังจากที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องแล้วศาลก็จะนัดวันไต่สวนมูลฟ้อง พร้อมทั้งออกหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องส่งไปให้จำเลย ซึ่งหมายประเภทนี้ไม่ได้บังคับว่าตัวจำเลยจะต้องไปศาลในวันนัด อยู่ที่ความสมัครใจของตัวจำเลยเอง การไต่สวนมูลฟ้องนั้นโจทก์จะต้องเป็นผู้นำพยานเข้าสืบ ส่วนฝ่ายจำเลยไม่สามารถนำพยานเข้าสืบได้ แต่มีสิทธิที่จะแต่งตั้งทนายความเพื่อไปถามค้านพยานโจทก์ในวันนัดได้ และหากว่าตัวจำเลยประสงค์จะไปนั่งฟังการไต่สวนในวันนัดด้วย ก็จะต้องเตรียมหลักประกันไปให้พร้อม เพราะหากไต่สวนเสร็จแล้วศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้อง ศาลก็จะขังคุณไว้ทันที
 
18/01/54

edit @ 18 Jan 2011 15:19:46 by lawyernot

มีผู้สอบถามผมมาทาง E-mail เห็นว่าเป็นความรู้ต่อผู้อื่นดีจึงนำมาเขียนไว้ให้อ่านกันครับ
 
 
 
หลักๆเลยนะครับ
 
1.จบการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต
2.สมัครวิสามัญสมาชิกเนติบัณฑิต( กรณียังสอบเนติบัณฑิตไม่ผ่าน )
3.สมัครอบรมเพื่อให้ได้ใบอนุญาตว่าความ มี 2 แบบ ดังนี้ 
 
แบบที่ 1 เรียกกันเองว่า "ตั๋วรุ่น" ปีหนึ่งเปิดอบรมหลายครั้ง  เมื่ออบรมเสร็จมีการสอบภาคทฤษฎี คือ มีทั้งแบบปรนัยและอัตนัย เมื่อผลสอบออกมาว่า "สอบผ่าน" ก็ต้องไปฝึกภาคปฏิบัติกับสำนักงานทนายความอีก 6 เดือน เมื่อครบกำหนด ก็มีการลงทะเบียนสอบภาคปฏิบัติ มีทั้งข้อสอบปรนัยและอัตนัย เมื่อผลสอบออกมาว่า "สอบผ่าน" ก็ลงทะเบียนเพื่อรับการอบรมจริยธรรมประมาณ 3 วัน และรับวุฒิบัตร เมื่อได้วุฒิบัตรมาแล้ว ก็นำมาประกอบกับหลักฐานการเป็นวิสามัญเนติสมาชิก และรูปถ่าย ยื่นขอจดทะเบียนรับใบอนุญาตว่าความ ประมาณ 30 วันจากวันยื่นก็จะได้รับใบอนุญาตว่าความ และเริ่มรับคดีได้

 

แบบที่ 2 เรียกกันเองว่า "ตั๋วปี" ให้ไปขอใบสมัครจากสภาทนายความ หลังจากนั้นต้องมีใบรับรองจากหัวหน้าสำนักงานว่ายินยอมให้เราฝึกงานเป็นเวลา 1 ปี เมื่อครบระยะเวลาแล้วก็นำเอกสารใบหลักฐาน (ที่ได้ไว้ตอนขอสภาทนายความ ) มายื่นขอลงทะเบียนสอบ เมื่อผลออกมาว่า "สอบผ่าน" ก็ลงทะเบียนเพื่อรับการอบรมจริยธรรมประมาณ 3 วัน และรับวุฒิบัตร เมื่อได้วุฒิบัตรมาแล้ว ก็นำมาประกอบกับหลักฐานการเป็นวิสามัญเนติสมาชิก และรูปถ่าย ยื่นขอจดทะเบียนรับใบอนุญาตว่าความ ประมาณ 30 วันจากวันยื่นก็จะได้รับใบอนุญาตว่าความ และเริ่มรับคดีได้


3.สำหรับเรื่องการขอ "วิสามัญเนติ" ต้องมีผู้ที่เป็นสามัญเนติ ( พวกจบเนติแล้ว ) จบมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี รับรองให้ 2 คน จึงจะขอสมัครวิสามัญสมาชิกได้

หมายเหตุ

 
 
สมาชิกเนติฯนั้นมี 2 ประเภท
สามัญสมาชิก คือ ผู้ที่สอบไล่และสอบปากเปล่าได้เนติแล้ว
 
วิสามัญสมาชิก คือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษา
ที่เนติฯรับรองให้เทียบเท่ากับธรรมศาสตร์ ซึ่งก็ได้แก่ผู้ที่จบจากคณะนิติศาสตร์
สถาบันของรัฐทุกสถาบัน สามารถไปยื่นขอสมัครสมาชิกวิสามัญของเนติฯได้

การจะได้เป็นสมาชิกวิสามัญนั้น ต้องผ่านการประชุมของคณะกรรมการ
และมีการรับรองจึงได้เป็นสมาชิกประเภทนี้ ซึ่งจะใช้เวลานานพอสมควร ดังนั้นจะให้ดี เรียนจบแล้วก็รีบไปขอสมัครไว้เลยครับ

 

 


15/01/54
 
 

edit @ 18 Jan 2011 15:20:16 by lawyernot

ช่องทางติดต่อทนายน๊อต

posted on 05 Jan 2011 00:26 by lawyernot
1.ฝากคำถามทาง เวปบล๊อก
 
 
3.http://www.facebook.com/  เสิร์ช ทนายน๊อต
 
4.โทร 081-907-3452
 
 
05/12/54

    เมื่อเกิดกรณีพิพาทขึ้นอันเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นตำรวจไปจนถึงศาลนั้น กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  (ป.วิิอาญา) และระเบียบของหน่วยงานต่างๆเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาได้ โดยมิต้องถูกคุมขังระหว่างการต่อสู้คดีและมีสิทธิ์ร้องขอได้ในทุกระดับชั้นของกระบวนยุติธรรม
ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว คือ ผู้ต้องหา จำเลย หรือ ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น ญาติพี่น้อง คู่สมรส

 
ผู้พิจารณาคำร้องขอดังกล่าว คือ

 

 

1. กรณีผู้ต้องหาถูกควบคุมอยู่และยังไม่ได้ได้ถูกฟ้องต่อศาล ให้ยื่นต่อพนักงานสอบสวน หรือ พนักงาอัยการ เช่น ยังอยู่ในการสอบสวนของตำรวจ ต้องยื่นแก่พนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบในคดี หากมีการส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ อำนาจพิจารณาจะอยู่ที่พนักงานอัยการซึ่งดูแลคดีดังกล่าว

2. กรณีผู้ต้องหาถูกฟ้องต่อศาลแล้ว ต้องยื่นที่ศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีนั้นๆ
ระยะเวลาในการปล่อยชั่วคราว สำหรับกรณีในชั้นตำรวจหรืออัยการ มีผลใช้ได้ระหว่างการสอบสวนหรือจนกว่าผู้ต้องหาถูกศาลสั่งขังระหว่างสอบสวน หรือ จนถึงศาลประทับฟ้อง แต่มิให้เกิน 3 เดือนนับแต่วันแรกที่มีการปล่อยชั่วคราว แต่อาจยืดเวลาได้เกินกว่านั้น แต่มิให้เกิน 6 เดือน ในกรณีมีเหตุจำเป็นที่การสอบสวนไม่อาจเสร็จภายในกำหนด 3 เดือนได้ ซึ่งเป็นอำนาจเฉพาะทั้งของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ
ส่วนกรณีอยู่ในอำนาจของศาล จะเป็นไปตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญากำหนดไว้

 

จำนวนวงเงินประกันในแต่ละหน่วยงาน


1. กรณีของตำรวจหรือพนักงานอัยการ จะมีระเบียบภายในกำหนดรายละเอียดลักษณะคดี หลักประกันที่พึงใช้ วงเงินแต่ละประเภทคดีไว้ เพื่อใช้ประกอบดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
2. กรณีของศาลซึ่งมีข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยกาารปล่อยชั่วคราวในคดีอาญา พุทธศักราช 2548 กำหนดแบ่งประเภทคดีหรือวงเงินประกัน ดังตัวอย่าง เช่น 

 

 ความผิดลหุโทษหรือมีโทษปรับสถานเดียว ให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกัน หากมีเหตุจำเป็นต้องมีประกันก็ให้กำหนดวงเงินไม่เกินกึ่งหนึ่งของอัตราโทษปรับขั้นสูงสำหรับความผิดนั้น

คดีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี อาจปล่อยตัวโดยไม่ต้องมีประกันก็ได้ หากมีเหตุจำเป็นต้องมีประกันให้กำหนดวงเงินไม่เกิน 100000 บาท เว้นแต่มีเหตุสมควรสั่งเป็นอย่างอื่น ก็ต้องระบุเหตุนั้นให้ชัดเจน

คดีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 5 ปี อาจปล่อยชั่วคราวโดยต้องมีประกัน แต่ไม่ต้องมีหลักประกันก็ได้ ส่วนวงเงินประกันต้องไม่สูงเกินควรแก่กรณี
กรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 3 ปี ไม่ว่าจะเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ก็ตาม ให้ศาลใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ฎีกาได้โดยมีประกันและหลักประกัน แต่วงเงินประกันไม่ควรสูงเกินกว่า 100,000 บาท

กรณีที่ถูกลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 3 ปี และศาลเห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ฎีกาได้โดยมีประกันและหลักประกัน หากศาลเห็นสมควรกำหนดวงเงินประกันให้สูงขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ ก็ให้กำหนดวงเงินประกันเพิ่มขึ้นได้ แต่ไม่ควรเพิ่มเกินกึ่งหนึ่ง
หากผู้ขอประกันเป็นญาติพี่น้องหรือมีความเกี่ยวพันโดยทางสมรสใช้เงินสด หลักทรัพย์มีค่าที่มีมูลค่าแน่นอนและสะดวกแก่การบังคับคดีเป็นหลักประกัน ศาลจะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยให้ผู้ขอประกันวางเงินสดหรือหลักทรัพย์นั้นเพียงจำนวนร้อยละ 20 จากจำนวนวงเงินประกันที่ศาลกำหนดก็ได้ ส่วนกรณีความผิดที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยกระทำด้วยความจำใจหรือด้วยความยากจน ศาลจะกำหนดวงเงินให้ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติก็ได้

กรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นหญิงมีครรภ์หรือมีบุตรอายุไม่เกิน 3 ปีอยู่ในความดูแลหรือเป็นผู้เจ็บป่วยซึ่งถ้าต้องขังจะเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพ หรือเป็นผู้พิการหรือสูงอายุ ซึ่งโดยสภาพร่างกายหรือจิตใจอาจเกิดความทุกข์ยากลำบากเกินกว่าปกติในระหว่างต้องขัง ให้ศาลใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหลักประกันหรือกำหนดวงเงินประกันให้ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

กรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นเด็กหรือเยาวชน ให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนใช้ดุลพินิจกำหนดวงเงินประกันตามที่ศาลเห็นสมควร แต่ต้องไม่สูงกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้

ประเภทของหลักประกันซึ่งนำไปใช้ได้ทั้งที่ศาลหรือตำรวจหรืออัยการ ได้แก่

1. โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด และหนังสือรับรองราคาประเมินของสำนักงานที่ดิน และต้องไม่มีภาระผูกพันอันกระทบต่อการบังคับคดีด้วย

2. หลักทรัพย์มีค่าอย่างอื่น เช่น พันธบัตรรัฐบาล สลากออมสิน ใบรับฝากประจำของธนาคาร เช็คที่ธนาคารเป็นผู้สั่งจ่ายหรือรับรองซึ่งสามารถเรียกเก็บเงินได้ในวันทำสัญญาประกัน
เมื่อทำสัญญาประกันแล้ว ศาลจะมีหนังสือแจ้งอายัดไปยังสำนักงานที่ดินหรือธนาคารโดยทันที และเมื่อสัญญาประกันสิ้นสุดต้องรีบแจ้งยกเลิกอายัดโดยเร็วเช่นกัน

3. การใช้บุคคลเป็นประกัน ซึ่งต้องมีลักษณะโดยสังเขปดังนี้

3.1 เป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่การงานหรือมีรายได้แน่นอน เช่น ข้าราชการ ทนายความ เป็นต้น
3.2 ต้องเป็นผู้มีความสัมพันธ์กับผู้ต้องหาหรือจำเลย เช่น บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้บังคับบัญชา นายจ้าง เป็นต้น
กรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นพนักงานหรือผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะ เช่น แพทย์ เภสัชกร วิศวกร สถาปนิก ทนายความ ผู้สอบบัญชี ครู สื่อมวลชน เป็นต้น และถูกกล่าวว่ากระทำความผิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่หรือการปฏิบัติงานในการประกอบวิชาชีพนั้น ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยทำสัญญาประกันตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 15 เท่าของอัตราเงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยต่อเดือน

กรณีศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว อาจเลือกทำข้อใดข้อหนึ่งได้คือ

1. ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ หากมีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้นไม่อนุญาตเช่นเดียวกัน คำสั่งศาลอุทธรณ์จักถือเป็นที่สุด มิอาจยื่นฎีกาต่อศาลสูงสุดได้ แต่กฎหมายไม่ตัดสิทธิในการยื่นคำร้องใหม่

2. ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวใหม่

กรณีผิดสัญญาประกัน

1. ชั้นตำรวจหรือพนักงานอัยการ มีสิทธิริบเงินประกันตามสัญญาได้ทันที โดยมีระเบียบปฏิบัติของหน่วยงานกำหนดขั้นตอนไว้

2. ชั้นศาล สั่งบังคับตามสัญญาประกัน โดยมิต้องฟ้องอีกครั้ง แต่ให้อำนาจอุทธรณ์ได้ โดยคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด

หมายเหตุ
 
การสั่งปล่อยชั่วคราวในแต่ละคดีนั้น กฎหมายมิได้บังคับให้ต้องปล่อยทุกกรณี แต่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้มีอำนาจจะเห็นสมควร
 
 
 
 
04/01/54
 
 

     การที่เท่านเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทที่ให้บริการด้านบัตรเคดิต แล้วนำบัตรเครดิตนั้นไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการจากร้านค้าต่างๆที่รับบัตรนั้น หรือใช้บัตรเครดิตถอนเงินสดจากตู้  ATM ต่อมาเมื่อธนาคารจ่ายค่าสินค้าและบริการให้แก่ร้านค้าแทนท่าน ธนาคารก็จะเรียกเก็บจากท่านเป็นรายเดือน

   การให้บริการดังกล่าวธนาคารได้เรียกเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมรายปีด้วย ถือว่าธนาคารเป็นผู้รับทำการงานต่างๆให้แก่ท่าน  (ลูกหนี้) และการที่ธนาคารได้ชำระเงินกับทางร้านค้าแทนไปก่อน แล้วค่อยเรียกเก็บจากท่าน (ลูกหนี้) ภายหลัง เป็นการเรียกเอาค่าที่ธนาคารได้ออกเงินสำรองรองจ่ายไป มีอายุความ 2 ปี ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) เว้นแต่ ธนาคารพาณิชย์บางแห่งนะครับ ที่ออกบัตรเครดิตโดยให้ลูกค้าทำสัญญากู้เป็นสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เข้าลักษณะสัญญาบัญชีเดินสะพัดไว้ กรณีนี้ถือว่ามีอายุความ 10 ปีตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครับ

     แต่ในที่นี้จะพูดถึงกรณีทั่วไป ธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะต้องใช้สิทธิฟ้องร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่ชำระหนี้แก่ธนาคารครั้งสุดท้าย ถ้าหากธนาคารไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องในเวลา 2 ปี คดีก็เป็นอันขาดอายุความหรือหมดสิทธิเรียกร้อง ลูกหนี้ก็พ้นความรับผิด ไม่ต้องชำระหนี้บัตรเครดิตให้แก่ธนาคาร ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ เพราะถึงแม้ธนาคารจะดันทุรังฟ้องร้องลูกหนี้ แต่เมื่อทนายความยกข้อต่อสู้ว่าคดีหมดอายุความแล้ว ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง

      แต่ที่สำคัญอย่าลืมนะครับว่า แม้ว่าคดีจะขาดอายุความ 2 ปีแล้วก็ตาม ถ้าธนาคารเจ้าหนี้ยื่นฟ้องมา แล้วลูกหนี้ไม่ยื่นคำให้การแก้คดีภายในกำหนดของกฎหมาย ลูกหนี้ก็แพ้คดี แต่เมื่อลูกหนี้ยื่นคำให้การต่อสู้คดี ลูกหนี้จะต้องต่อสู้คดีในประเด็นที่ว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว มิฉะนั้นศาลก็ไม่อาจหยิบยกเรื่องคดีขาดอายุความขึ้นมาเป็นเหตุยกฟ้องของโจทก์ได้ (ตามมาตรา 193 / 29 ) มีตัวอย่างมากมายที่แม้จะรู้ว่าคดีขาดอายุความ 2 ปีแล้ว แต่ธนาคารก็ยังให้ทนายความยื่นฟ้องลูกหนี้ ถ้าเผื่อฟลุ๊คๆขึ้นมาไปเจอเอาลูกหนี้ที่ไม่รู้เรื่อง ไม่ใส่ใจที่จะต่อสู้คดีเพราะรับรู้ว่าตนเป็นหนี้ธนาคารจริงๆ โดยหารู้ไม่ว่าคดีขาดอายุความแล้ว จึงไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าขาดอายุความแต่อย่างใด นั่นนับว่าเป็นคราวเฮงของเจ้าหนี้ และเป็นคราวซวยของลูกหนี้ ศาลก็จะต้องพิพากษาตามพยานหลักฐานให้เจ้าหนีชนะคดีไป ลูกหนี้ก็ต้องรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลต่อไป

ผลของการชำระหนี้ก่อนจะครบกำหนดอายุความ ถ้ามีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แม้เพียงบางส่วนก็ตาม ถือว่าได้มีการรับสภาพหนี้แล้ว ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความกันใหม่ตั้งแต่วันที่ลูกหนี้กระทำการ ดังกล่าว แต่นอกเหนือจากการที่ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้แล้วยังมีอีกหลายกรณีนะครับ ที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง แต่จะไม่กล่าวถึงใน ที่นี้

   การชำระหนี้ที่จะถือว่าเป็นกรณีที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้กระทำการชำระหนี้แม้เพียงบางส่วนให้แก่เจ้าหนี้ หรือธนาคารพาณิชย์ก่อนที่อายุความฟ้องร้องจะสิ้นสุดลง ก่อนอายุความสิ้นสุดลง

 การชำระหนี้ภายหลังขาดอายุความแล้ว เพียงแต่มีผลทำให้ลูกหนี้เรียกเงินคืนไม่ได้เท่านั้น (ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง) เพราะสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความแล้ว ลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ (ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/10) ส่วนการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความแล้วนั้น ไม่ว่าลูกหนี้จะชำระไปมากน้อยเพียงใดลูกหนี้ก็เรียกคืนไม่ได้ และไม่ว่าลูกหนี้จะรู้หรือไม่รู้ว่าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ขาดอายุความแล้วก็ตาม เผลอจ่ายไปแล้วก็ต้องเลยตามเลย

เรียบเรียงโดย Lawyernot

 

31/12/53

 

 

 

edit @ 31 Dec 2010 22:16:08 by lawyernot

1. เมื่อถูกฟ้องเป็นจำเลย  ควรปรึกษาทนายความและแต่งตั้งทนายความเพื่อว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทน

2. เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การ จะต้องยื่นคำให้การภายในกำหนด ซึ่งระยะเวลาในการยื่นคำให้การนั้นมีความแตกต่างกันดังนี้

 - คดีทั่วไป จำเลยต้องทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่ได้ รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง

- คดีมโนสาเร่ เมื่อศาลออกหมายเรียกไปยังจำเลยให้มาศาลและให้จำเลยให้การในวันมาศาล

- คดีไม่มีข้อยุ่งยาก ศาลจะกำหนดระยะเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การภายในวันใดวันหนึ่งตามที่ศาลจะเห็นสมควรกำหนดก็ได้

3.  การนับระยะเวลายื่นคำให้การ  จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง  หรือบุคคลอื่นที่อายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านหรือที่ทำงานเดียวกับจำเลย  รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแทนจำเลย

       อย่างไรก็ตาม  หากเป็นกรณีส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยวิธีอื่น เช่น เจ้าหน้าที่ศาลปิดหมายเรียกและสำเนาฟ้องไว้ที่บ้านหรือที่ทำงานของจำเลย  หรือประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ การนับระยะเวลาจะเริ่มนับเมื่อพ้น15 วัน  นับแต่วันปิด หรือวันประกาศโฆษณา กล่าวง่ายๆ ก็คือ  จำเลยได้เวลาเพิ่มอีก 15 วัน

    หากจำเลยไม่สามารถยื่นคำให้การภายในกำหนดได้ เช่น มีเอกสารหลักฐานในการต่อสู้คดีจำนวนมากจำเลยก็อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลขยายระยะเวลายื่นคำให้การได้โดยต้องมีเหตุผลพิเศษอ้างเหตุที่ขอขยายระยะเวลานั้น และเป็นดุลพินิจของศาลที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาก็ได้

เรียบเรียงโดย Lawyernot

อ้างอิง ห้องสมุดอีเลคโทรนิกส์ ศาลยุติธรรม

31/12/53

 

 

 

 

 

           

 

 

สุขสันต์วันปีใหม่

posted on 31 Dec 2010 10:40 by lawyernot

สุขสันต์วันปีใหม่

 

ขอยอกร..น้อมประนม..ก้มเกศา
อาราธนา..พระรัตนตรัย..ใจถวิล
แลทวยเทพ..เทวา..ทั่วฟ้าดิน
ปู่ฤษีทั้ง 108..หากยลยิน..โปรดเมตตา

เสด็จมา..ประทานพร..อันศักดิ์สิทธิ์
ที่เรืองฤทธิ์..แด่มิ่งมิตร..ทั่วทิศา
มีความสุข..ปราศผองภัย..ไร้โรคา
ทั้งเงินตรา..มากมีทรัพย์..นับอนันต์

อีกหน้าที่..การงาน..จงก้าวหน้า
โชควาสนา..เรื่องรุ่ง..พุ่งไพศาล
คิดได้เพชร..ได้ทอง..มากองพลัน
จงสุขสันต์..สุขี..ปีใหม่เทอญ…

 

 

ขอบคุณข้อมูล/ภาพปะกอบ http://ppdho.com/?p=1588
 
31/12/53

edit @ 31 Dec 2010 10:43:55 by lawyernot

edit @ 31 Dec 2010 10:45:46 by lawyernot